แสดงข่าวจาก digg.com ในเว็ปบล็อกด้วย WP Plugin: Digg Dugg

Posted by AnnoMundi on November 14, 2006

ถ้าคุณกำหลังมองหา Plugin ที่สามารถดึงข่าวจาก digg.com มาแสดงในเว็ปบล็อกของคุณ
ต้องลอง Plugin ตัวนี้เลยครับ Digg Dugg ด้วย Plugin ตัวนี้คุณสามารถดึงข่าวล่าสุดมาแสดง
หรือจะเลือกแบบเฉพาะเจาะจงก็ได้เช่น สามารถเลือกแสดงเฉพาะข่าวที่คุณ หรือ สมาชิก digg
ที่คุณต้องการได้โพสท์ comment ข่าวนั้นไว้ หรือเอาเฉพาะข่าวในหมวดที่คุณต้องการ
ราบละเอียดสามารถดูได้ที่เว็ปผู้พัฒนาตามลิ้งก์ด้านล่างเลยครับ ไว้ผมมีเวลาจะเอามาใช้กับ
บล็อกนี้เหมือนกันครับ

Read more : WordPress Plugin: Digg Dugg

Mini Review Yahoo! Bookmarks and My Web

Posted by AnnoMundi on November 13, 2006

ตอนนี้กระแส Web 2.0 กำลังมาแรง บริษัทใหญ่ๆก็เริ่มปรับเปลี่ยนบริการของตัวเองมาเป็น Web 2.0
กันมากขึ้น รวมถึง Yahoo! ด้วยซึ่ง Yahoo! เองมีการพัฒนาระบบต่างๆของตัวเองมาเป็น Web 2.0
ได้เกือบปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิดนะครับ เพราะผมได้ทดลองใช้ Yahoo Mail Beta มาปีนึงได้แล้วมัง มาตอนนี้
Yahoo! ก็ได้ปล่อยบริการต่างๆออกมาให้ทดลองใช้กันโดยทั้งหมดยังเป็น Beta อยู่

  • Yahoo! 360beta
    ที่เป็นบริการเขียน Weblog
  • Yahoo! Photobeta
    บริการเก็บหรือฝากรูปภาพคล้ายๆ Flickr
  • Yahoo! Mailbeta
    อันนี้รู้ๆกันว่าคือบริการฟรี email
  • Yahoo! Bookmarksbeta
    จะเป็นบริการสำหรับให้สมาชิกเก็บ Bookmark เว็ปต่างๆ
  • Yahoo! My Webbeta
    อันนี้จะเป็นบริการคล้ายๆกับ del.icio.us

แต่ทีนี้ผมจะรีวิวแค่ Yahoo Bookmarks กับ My Web เท่าันั้น ความจริงแล้วบริการ 2 อันนี้ จะทำงาน
เชื่อมต่อกัน คือถ้าคุณเล่นเน็ตแล้วเจอเว็บที่สนใจแล้วคุณ Add Web นั้นเข้า My Web ข้อมูลของเว็ปนั้น
ก็จะถูกเก็บไว้ใน Yahoo Bookmarks ด้วยโดยอัตโนมัติ
Yahoo! BookmarksYahoo My Web

การใช้งาน Yahoo Bookmarks และ My Web จะมี Tools ที่ช่วยให้เรา Bookmarks หรือ
Add เข้า My Web ได้สะดวกเช่นเดียวกับ del.icio.us เท่าที่ผมได้ลองใช้งานดูแล้วผมว่ามัน
น่าใช้มากกว่า del.icio.us ซะอีก แต่มีข้อเสียคือ

  • ถ้า Add เข้า My Web Add ไปจะถูกจับเข้า Folder Uncategorized ใน
    Yahoo Bookmarks แต่เราสามารถเข้าไปที่ Yahoo Bookmarks แล้วจัดการ
    ย้ายได้โดย Drag & Drop ครับ หรือถ้าใครใช้ Tagsก็น่าจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้
    ซึ่ง Yahoo Bookmarks เราสามารถจัดการ Bookmarks ได้ทั้งแบบFolder
    หรือ แบบ Tags ก็ได้
  • ถ้า Add เข้า Yahoo Bookmarks ก็จะไม่มีให้เลือกว่าเราจะ Share ข้อมูลเว็บ
    นั้นหรือไม่ เราต้องเข้าไปเซ็ตเองใน My Web ที่หลัง

ถึงตรงนี้หลายคนอาจงงๆ ว่าในเมื่อทั้ง Yahoo Bookmarks และ MY Web ทำหน้าที่คล้ายๆกัน
แล้วทำไม Yahoo! ถึงทำแยก ตามความคิดผม Yahoo Bookmarks ทำมาเพื่อเอาไว้ให้สมาชิก
จัการ Bookmarks เพื่อใช้งานส่วนตัวเป็นหลัก การ Import และ Export ทำได้ง่ายเพราะจัดเก็บ
ในรูปแบบทั้งแบบ folder และ Tags ทำให้เวลา Export กลับไปยัง Web Browsers ทำได้ง่าย
ส่วน My Web นั้น Yahoo! คงสร้างขึ้นมาให้สมาชิกใด้ Share ข้อมูลเว็ปที่น่าสนใจกับผู้อื่น
ซึ่งรูปแบบจะเหมือนกับ del.icio.us ไม่ว่าจะในเรื่อง Tags หรือ Feeds นอกจากนี้ My Web ยังมี
tools เหมือน del.icio.us ที่ให้เราสามารถนำ bookmarks ไปแสดงในเว็ปของเราเองได้ด้วย
เพียงแค่นำ Script ไป แปะในเว็ป

สรุปส่้วนตัวแล้วผมชอบระบบของ Yahoo! มากเพราะทำออกมาได้สวยงามน่าใช้กว่าของที่อื่นๆ
และดูเหมือนบริการต่างๆของ Yahoo! จะรวมกันเป็นบริการที่ครบวงจร ต่างจากของเจ้าอื่นๆ
ที่มักทำบริการใดบริการหนึ่งเท่านั้น หรือของ Google เองที่บริการต่างๆดูกระจัดกระจาย
แต่ทั้งนี้บริการ Weblog ของ Yahoo! หรือ 360 นี่ผมไม่ชอบเลยดูมันแปลกๆ - -” แต่ยังไงซะ
ผมว่าในยุค Web 2.0 นี่ Yahoo! น่าจับตามมองมากๆ

uTorrent add-on for Firefox 3

Posted by AnnoMundi on November 11, 2006

วันนี้ผมไปเจอ Add-ons ของ FireFox มาถูกใจผมมากเลย เพราผมชอบโหลด Bittorrent
อยู่แล้วซึ่ง Add-on ที่ว่าเป็น Add-on ที่ทำให้เราสามารถควบคุม uTorrent ซึ่งเป็น
Bittorrent Client ได้ซึ่ง Add-on ตัวนี้จะทำหน้าที่เชื่อต่อเข้ากับ WebUI ของ uTorrent
นั่นหมายความว่าเราต้องลง WebUI ด้วย วิธีการลงก็คือหลังจากโหลดไฟล์มาแล้วให้เปิดด้วย
Winrar แล้วก็อปปี้ไฟล์ utorrent-1.6.1-beta-build-xxx.exe ไปใส่ในโฟล์เดอร์ที่เราลง
uTorrent ไว้ แล้วก็อปปี้ไฟล์ webui.zip ไปใส่ในโฟล์เดอร์เดียวกับไฟล์ SETTINGS.DAT
ซึ่งปกติจะอยู่ในโฟล์เดอร์
C:\Documents and Settings\…\Application Data\uTorrent

WebUIหลังจากลงเรียบร้อยแล้วก็ให้เรียก utorrent-1.6.1-beta-build-xxx.exe
ขึ้นมารัน ใครจะสร้าง shortcut ไว้ที่ Desktop เลยก็ได้จะได้เรียกใช้งาน
สะดวกๆ จากนั้นก็ไปที่เมนู Options->Preferences แล้วเลือก
Advance->WebUI ตามรูป ให้เราเซ็ต Username และ Password
และ Option อื่นๆตามสะดวก
เมื่อเราเปิดใช้ WebUI แล้วให้เราทดสอบดู สำหรับตัวอย่างที่แสดงให้ดูผมทดสอบในเครื่องผม
เองดังนั้น IP เครื่องผมใช้จึงเป็น 127.0.0.1 และ Port ที่ uTorrent ที่ผมเซ็ตไว้คือ 26881
สำหรับหมายเลขพอร์ตสามารถดูหรือเซ็ตได้ที่ Option->Preferences->Connection
ดังนั้นผมทดสอบโดยใช้ FireFox เปิดไปที่ http://127.0.0.1:26881/gui ซึ่ง FireFox
จะมีหน้าต่างขึ้นมาให้ Login ให้เราใส่ Username และ Password ที่เราเซ็ตไว้ใน uTorrent

webui-firefox
ถ้าทดสอบแล้ว FireFox แสดงหน้าเว็ปดังรูปแสดงว่า uTorrent webUI ทำงานได้เป็น
ปกติ ต่อไปก็ให้เราไป Download Add-on มาลงโดยโหลดได้ที่นี่ครับ หลังจากโหลด
มาแล้วก็ลากไฟล์ที่ download มาใส่หน้าต่าง FireFox เลยจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เลือกว่า
เราจะ Install Add-on ตัวนี้หรือเปล่า เราก็ Install ไปเลย แล้วก็รีสตาร์ต FireFox ใหม่

หลังจากรีสตาร์ต FireFox ก็ไปที่เมนนู Tools->Add-ons เลือกเลือกที่ uTorrent กด
ปุ่ม Options แล้วใส่ค่าต่างๆลงไปตามที่เราได้เคยเซ็ตไว้ใน webUI ของ uTorrent

Options

เมื่อเราเซ็ตเสร็จก็ลองไปที่เมนู View->Sidebar->uTorrent ก็จะมี Sidebar ขึ้นมา
ซึ่งจะแสดงหน้า WebUI ของ uTorrent ตามรูปด้านล่าง อย่าลืมรัน uTorrent ก่อนนะครับ
WebUI-Sidebar

ผมว่า Add-on ตัวนี้สะดวกดี ผมสามารถเว็ปเข้า Tracker แล้วลากลิงก์ Torrent ใส่ใน
Sidebar ได้เลย สามารถตรวจสอบและควบคุมการทำงานของ uTorrent ได้ง่ายและสะดวก
ยิ่งถ้าคุณใช้อีกเครื่องในวงแลนโหลด Bittorrent หรือใช้เครื่อง Colocated Server ในการ
โหลด Bittorrent ล่ะก็ผมว่า Add-on ตัวนี้จะทำให้คุณสะดวกมากขึ้น

อ้างอิง1 : http://forum.utorrent.com/viewtopic.php?id=14565
: http://forum.utorrent.com/viewtopic.php?pid=213982#p213982

เริ่มการอัพเกรด Gentoo ในเครื่องโคโล ตอนที่ 2

Posted by AnnoMundi on November 10, 2006

หลังจากที่รอเครื่องคอมไพล์ Package ต่างๆเสร็จโดยระว่างคอมไพล์ก็มี error ใน
บาง Package ซึ่งก็ใช้คำสั่ง emerge –resume –skipfirst ข้ามไป หลังจากนั้น
ก็สั่ง Compile Kernel ใหม่เพราะของเดิมคอมไพล์ด้วย Gcc 3.4.x คำสั่งคอมไพล์
ก็คือ

genkernel --menuconfig all

ซึ่งจะมีเมนูขึ้นมาให้เซ็คคอนฟิกต่างที่ใน Kernel ซึ่งผมใช้วิธีโหลดคอนฟิกที่เคยเซฟไว้
ตอนคอมไพล์เคอร์เนลในครั้งก่อนซึ่งหลังจากคอมไพล์เสร็จผมก็จะแก้ grub แล้วรีสตาร์ต
เครื่องใหม่ ซึ่งคงต้องลุ้นต่อว่าจะรีสตาร์ตแล้วบูตเข้า gentoo ได้สำเร็จหรือเปล่า

และแล้วผมก็คอมไพล์ไฟล์ต่างๆจนเสร็จจึงสั่งรีบูต….แล้วเครื่องผมก็หายเงียบสาปสูญ
ไปจากโลกไซเบอร์เน็ต T_T คืนนี้จะนอนหลับไหมนี่
ถ้าพรุ่งนี้ว่างผมคงต้องไปแก้ที่ IDC แต่ถ้าปัญหามันมากเกินเยียวยา ผมอาจต้องยกเครื่อง
กลับบ้าน แต่ทีนี้คงโดนคนที่ใช้ Free Webhosting บนเครื่องนั้นบ่นด่าแหงๆเลย
คืนนี้ผมคงต้องเอา backup เว็ป CodeSniper.Org ขึ้นโฮสท์นี้ก่อนชั่วคราว(มัง)

สรุปการรีโมทอัพเกรด Gentoo ของผมก็ล้มเหลวจนได้ เฮ้อ T_T

เริ่มการอัพเกรด Gentoo ในเครื่องโคโล ตอนที่ 1

Posted by AnnoMundi on November 09, 2006

วันนี้ได้เลิกปุบปับรีโมทเข้าไปแบ็คอัพข้อมูลเว็ปมาเก็บไว้ก่อน จากนั้นก็เิริ่มอัพเกรด
โปรแกรมต่างๆในเครื่องซึ่งเริ่มต้นที่ GCC ก่อนเลย เพราะตัวนี้ตัวสำคัญ
และเป็นตัวที่หลังจากอัพเกรดเสร็จแล้วจำเป็นต้องคอมไพล์โปรแกรมต่างๆในเครื่อง
ใหม่แทบทั้งหมด - -”

Step 1: Upgrade GCC

emerge -uav gcc

ในการสั่ง emerge เพื่ออัพเดท gcc นี้เครื่องผมจะมี package ที่เกี่ยวข้อง 8 ตัวที่
ถูกดึงมาคอมไพล์ และหลังจากรอมันคอมไพล์มาจนถึง package สุดท้่ายซึ่งก็คือ
glibc ก็มี error ออกมาบอกว่าให้เราใส่ USE=’nptl nptlonly’ ด้วย ผมจึงต้อง
สั่ง emerge glibc ใหม่อีกครัง

USE='nptl nptlonly' emerge glibc

หลังจากคอมไพล์ glib อยู่นานก็เสร็จ ผมก็ทำการเซ็ตให้ระบบเปลี่ยนไปใช้ gcc 4.1.1
แล้วก็ทำการ fix แก้ไข library ต่างที่ใช้ gcc 3.4.6 และ rebuild libtool ใหม่

Step 2: Change GCC Compiler to 4.1.1

gcc-config i686-pc-linux-gnu-4.1.1
env-update && source /etc/profile

Step 3: Fix and Re-build libtool

fix_libtool_files.sh 3.4.6
emerge --oneshot -av libtool

Step 4: Rebuild System

จากนั้นผมก็ทำการสั่งให้ทำการ compile system package ใหม่ด้วยคำสั่ง

emerge -eav system

ในขั้นนี้ผมมี package ที่ต้องคอมไพล์ถึง 97 pacakge คงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง
หลังจากที่รอเครื่องคอมไพล์ system เสร็จซึ่งกว่าจะเสร็จก็มี error ในระหว่าง
คอมไพล์ เนื่องจากการ emerge -eav system นี่มีการคอมไพล์บาง package ซ้ำ
กับในขั้นตอนที่ 1 ซึ่ง package ที่มีปัญหาคือ glibc เพราะผมดันไม่ได้ใส่ USE flags
ใน /etc/make.conf ผมเลยต้องใส่ nptl nptlonly เข้าไปใน make.conf แล้วจึงสั่ง

emerge --resume

เครื่องก็จะทำการ emarge ต่อจากตรง package ที่ error ซึ่งถ้าไม่ใช้คำสั่งนี้แต่ไป
สั่ง emerge -eav system ใหม่มันก็จะทำการเริ่มคอมไพล์ใหม่ตั้งแต่แรก

Step 5: Rebuild World

ในขั้นนี้ก็สามารถสั่ง

emerge -eav world

แล้วก็นั่งรอเลยก็ได้ แต่ผมเลือกคอมไพล์ mySQL ก่อนโดยทำตามขั้นตอนในเว็ปนี้
Upgrade Guide MySql to 4.0 or 5.0 แต่ผมอาจรวบยอดข้ามบางขั้นตอนไป

สรุปเมื่อคืนหลังจาก upgrade MySql เสร็จลอง restart service ดูปรากฏว่า
ใช้งานได้ไม่มีปัญหาเว็ปสามารถเปิดใช้งานได้ ก็เลยสั่ง Rebuild World ต่อ ซึ่ง
มี Package ที่ต้องคอมไฟล์รวมแล้ว เกือบ 500 Package -*- ผมก็นั่งเฝ้าจนเช้า
จึงไปนอน ตื่นมาบ่ายมาก็เปิดคอมรีโมทเข้าไปดูปรากฏว่ามี Error ขณะที่ยังเหลือ
Package ทีต้องคอมไพล์อีกเกือบ 200 Package เซ็งเลย Package ที่ Error
ก็คือ PEAR-Auth_SASL ซึ่งเป็น

!!! ERROR: dev-php/PEAR-Auth_SASL-1.0.1-r1 failed.
Call stack:
ebuild.sh, line 1546:   Called dyn_install
ebuild.sh, line 1020:   Called src_install
ebuild.sh, line 1255:   Called php-pear-r1_src_install
php-pear-r1.eclass, line 66:   Called die

!!! Unable to install PEAR package

ผมก็นั่ง Search ใน Gentoo Forums ดูก็มีคนเจอ Error แบบเดียวกันหลายคน
แต่เขาจะเจอ Error นี้กับ Pear module อื่นๆ ซึ่งก็มีคนบอกวิธีแก้มา แต่บางคน
ก็ใช้ไม่ได้ ซึ่งผมเองก็ด้วย T_T หลังจากพยายามหาวิธีแก้ต่างๆนาอยู่หลายชั่วโมง
ผมก็ต้องยอมแพ้ ต้องสั่งให้มัน emerge ข้าม Package ที่ Error ไปก่อน โดยใช้
คำสั่งตามด้านล่าง

emerge --resume --skipfirst

ซึ่งเครื่องจะ emerge ต่อจากเดิมแต่จะทำการข้าม Package แรกไป ซึ่งถ้าเราไม่ใช้
–skipfirst เครื่องก็จะ emerge ต่อแต่ก็จะเจอ error และหลุดออกมาเหมือนเดิม

ตอนนี้ผมก็ได้แต่รอมันคอมไพล์ที่เหลือให้หมดก่อน แล้วจะ compile kernel ใหม่
จากนั้นก็ Restart เครื่องโดยหวังว่าเมือ restart เครื่องแล้วเมื่อกลับมาคอมไพล์
package ที่ error มันจะสามารถคอมไพล์ผ่าน

*โคโล = Colocated Server

ติดตามต่อ >> ตอนที่ 2